สุนทรียศาสตร์ - Aesthetics

สุนทรียศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ว่าด้วยเรื่องของความงามและศิลปะ นับเป็นแนวคิดที่ดำเนินสืบเนื่องมาช้านานนับพันๆ ปี

ความหมาย สุนทรียภาพของชีวิต เป็นความซาบซึ้งที่มีคุณค่าในจิตใจของมนุษย์เพราะทุกคนปรารถนาสิ่งที่มำให้เจริญหู เจริญตา ซึ่งถืออาหารใจที่ได้รับจากทางหูและตา สุนทรียศาสตร์ มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า สุนทรียะ “ความงาม ความดี” ศาสตร์ “วิชา” สุนทรีย + ศาสตร์ “การศึกษาเรื่องความงาม” Aesthete ผู้ที่ชอบความงาม Aesthetic เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความงาม Aesthetics สุนทรียศาสตร์, สุนทรียภาพ Aesthetician นักสุนทรีย์ Aestheticism ลัทธิสุนทรียนิยม Aesthesia ความรู้สึก

สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง

Aesthetics (also spelled æsthetics or esthetics) is a branch of philosophy dealing with the nature of beauty, art, and taste, and with the creation and appreciation of beauty. It is more scientifically defined as the study of sensory or sensori-emotional values, sometimes called judgments of sentiment and taste. More broadly, scholars in the field define aesthetics as "critical reflection on art, culture and nature." Aesthetics is a subdiscipline of axiology, a branch of philosophy, and is closely associated with the philosophy of art. Aesthetics studies new ways of seeing and of perceiving the world.

Standards in Criticism (มาตรฐานในการวิจารณ์)

Thursday, August 12, 2010

ผลงานทางด้านศิลปะทุกชิ้น - ไม่ว่าจะเป็น นวนิยาย, จิตรกรรม, ประติมากรรม, หรือสถาปัตยกรรม - ต่างเป็นผลผลิตที่ไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับเวลาและสถานที่ด้วย(the product not only of its creator but of its place and time)

ปิรามิดของอียิปต์ได้รับการสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตศักราช, ในขณะที่ตึกระฟ้าเป็นสถาปัตยกรรมของคริสตศตวรรษที่ 20. งานเขียนนวนิยายในคริสตศตวรรษที่ 19 แตกต่างไปจากยุคสมัยที่ใกล้เคียงกันของคริสตศตวรรษที่ 20 ดังนั้นผลงานศิลปะแต่ละชิ้น

อันดับแรก, จะต้องถูกทำความเข้าใจในบริบทเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ของมัน และ
อันดับที่สอง, ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสไตล์หรือสกุลช่างโดยเฉพาะ มันจะต้องถูกมองย้อนไปสู่เบื้องหลังของตัวมันด้วยความเข้าใจอย่างเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับเทคนิคและคุณภาพต่างๆของฝีมือ และความเชี่ยวชาญที่นำมาใช้ในช่วงสมัยนั้น

บรรดานักวิจารณ์ทั้งหลายก็เป็นผลิตผลของเวลาและสถานที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน. ความคิดจิตใจของพวกเขาได้รับการก่อตัวขึ้น ไม่เพียงแต่โดยความนึกคิดที่จำเพาะเท่านั้น แต่โดยไอเดียความคิดต่างๆในก่อนหน้านั้น ทั้งในด้านการเมือง, เศรษฐกิจ, สภาพสังคม, และศาสนา ซึ่งได้แพร่กระจายอยู่ในสังคมของพวกเขา พวกเขาอาจจะยอมรับหรือปฏิเสธความนึกคิดที่มีมาก่อนหน้านั้น แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้รับการก่อรูปก่อร่างขึ้นมาโดยสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง

ทั้งศิลปินและนักวิจารณ์ คือผู้ซึ่งได้รับประโยชน์และตกเป็นเหยื่อของขนบประเพณีและวัฒนธรรม(they are both benefited and victimized by tradition) พวกเขาได้รับประโยชน์ก็เพราะว่า พวกเขารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ได้ผ่านไปแล้ว พวกเขาคือผู้ที่รับทอดสืบช่วงเกี่ยวกับความพยายามทางศิลปะต่างๆของอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคนิค, วิธีการ, สไตล์, และความช่างคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์(creative ingenuity)

ส่วนการที่พวกเขาตกเป็นเหยื่อของขอบเขตอะไรก็ตาม ที่ผูกพันพวกเขากับขนบประเพณีนั้น มันอาจจะเก็บรักษาเขาจากการยอมรับคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ, ในความผันแปร, และในทิศทางแปลกใหม่ของรูปลักษณ์ของศิลปะ

ศิลปินมาสู่โลกของงานศิลปะ นั่นเพราะ ผลลัพธ์ของอัตลักษณ์ส่วนตัวภายในของเขา(his inner dispositions), เบื้องหลัง(background), และพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ(talent). ส่วนนักวิจารณ์เผชิญหน้ากับผลงานศิลปะนั้น ด้วย ผลลัพธ์อันเนื่องมาจากอัตลักษณ์ส่วนตัวภายในของศิลปิน, เบื้องหลัง, และทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับศิลปะ

ในด้านของศิลปิน, การตัดสินส่วนตัวได้สร้างผลงานศิลปะขึ้นมาชิ้นหนึ่ง. ส่วนในด้านของนักวิจารณ์, การตัดสินส่วนตัวเป็นการตีราคาและประเมินคุณค่าผลงานศิลปะชิ้นนั้น (On the side of the artist, individual judgment has made a work of art. On the side of the critic, individual judgment appraises and evaluates it)

อย่างที่ทราบกันถึงขอบเขตของการตัดสินที่มีลักษณะเป็นอัตวิสัย(subjective), หรือที่เป็นส่วนตัว ซึ่งถูกนำเข้าไปพัวพัน, เราสามารถที่จะทำให้การวิจารณ์ประเมินคุณค่าผลงานทางด้านศิลปะเป็นเรื่องของภววิสัย(objective), ปราศจากอคติอย่างสิ้นเชิง, หรือเป็นเรื่องของมาตราฐานได้หรือไม่? สำหรับคำตอบอันนี้ ขึ้นอยู่กับว่าขอบเขตของผลงานศิลปะสามารถที่จะได้รับการตัดสินโดยลำพังในฐานะที่เป็นงานศิลปะ และไม่ไปเกี่ยวข้องกับบริบทอื่นๆ อย่างเช่น ศีลธรรม, สังคม, หรือการเมืองได้หรือไม่?

มันไม่อาจที่จะมีมาตราฐานต่างๆที่เป็นภววิสัยโดยเบ็ดเสร็จสำหรับงานศิลปะใดๆอย่างนั้น ดังตัวอย่างเช่นในเรื่องของคณิตศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์ที่มีความแน่นอนมากที่สุด. เราไม่สามารถที่จะโต้แย้งถึงข้อเท็จจริงอันนี้ได้ที่ว่า 1 + 1 = 2. การตัดสินส่วนตัวไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้

แต่ในบางกรณี อาจจะมีมาตราฐานที่เป็นภววิสัยอันนั้นในการตัดสินผลงานศิลปะด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอันนี้มันเป็นจริงในเรื่องราวที่เกี่ยวกับทางด้านเทคนิค

อย่างเช่นคำถามที่ว่า โน๊ตดนตรีที่เราได้ฟังนั้น ถูกเล่นออกมาอย่างถูกต้องแล้วใช่ไหม? หรือคำถามที่ว่า, จิตรกรคนนั้นได้มีการควบคุมฝีมือเกี่ยวกับการเขียนภาพลงบนผืนผ้าใบได้ดีแล้วใช่ไหม? เป็นต้น

มาตราฐานที่ค่อนข้างเป็นภววิสัยอันนั้นได้นำมาใช้กับการวิเคราะห์และการอธิบายผลงานศิลปะ นอกเหนือไปจากการอธิบายก็คือ "การตีความผลงานศิลปะ" และอันนี้คือสาระอันหนึ่งของการตัดสินส่วนตัวของนักวิจารณ์ (Beyond description is interpretation, and this is a matter of the private judgment of the crtitic)

นักวิจารณ์หลายๆคนอาจตีความผลงานศิลปกรรมในแนวทางที่ขัดแย้งกันต่างๆ มาตราฐานที่สามารถถูกนำมาใช้ในการตีความก็คือ"ความเป็นไปได้ที่มีเหตุผล"(plausibility) : ซึ่งอันนี้เป็นการตีความอันหนึ่งที่สามารถเชื่อถือได้ ใช่ไหม?

นักวิจารณ์ในฐานะที่เป็นนักตีความงานศิลปะจะตั้งคำถามที่ว่า : บทกวีบทนี้, หรือนวนิยาย, หรืองานจิตรกรรม, หรือภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กล่าวอะไรออกมา? และในการให้คำตอบ นักวิจารณ์จะแสดงตัวของเขาเองออกมา, แต่ตามมาตรการบางอย่าง คำตอบของเขาจะต้องเข้ากัน หรือลงรอยกันกับผลงานศิลปะ

ยกตัวอย่างเช่น, ผลงานที่มีชื่อเสียงของ Pablo Picasso ที่ชื่อว่า "Guernica" เป็นการปฏิเสธเกี่ยวกับเรื่องของสงครามอันน่ากลัวใช่ไหม? นวนิยายเรื่อง "Madame Bovary" ของ Gustave Flaubert แสดงออกถึงความสำนึกทางสังคมของชนชั้นกลางใช่ไหม? ในทั้งสองกรณีข้างต้นนี้ คำตอบก็คือว่า"ใช่" ทั้งนี้เพราะ จากการตรวจสอบเกี่ยวกับผลงานแต่ละชิ้น ได้แสดงให้เห็นว่า การตีความเช่นนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้นั่นเอง

 
 
 

Omm Gallery TV talk show [part 1]


Omm Gallery was established in 9.9.2010

Omm Gallery TV talk show [part 2]

Other Links

Other Links
Thai National Artist สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

The World leader in Art Market information

Omm Gallery TV talk show [part 3]

Hiroshige, 100 Views of Edo

Hiroshige, 100 Views of Edo
Limited Edition Books by Omm Gallery
 
Copyright © Omm Gallery