สุนทรียศาสตร์ - Aesthetics

สุนทรียศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ว่าด้วยเรื่องของความงามและศิลปะ นับเป็นแนวคิดที่ดำเนินสืบเนื่องมาช้านานนับพันๆ ปี

ความหมาย สุนทรียภาพของชีวิต เป็นความซาบซึ้งที่มีคุณค่าในจิตใจของมนุษย์เพราะทุกคนปรารถนาสิ่งที่มำให้เจริญหู เจริญตา ซึ่งถืออาหารใจที่ได้รับจากทางหูและตา สุนทรียศาสตร์ มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า สุนทรียะ “ความงาม ความดี” ศาสตร์ “วิชา” สุนทรีย + ศาสตร์ “การศึกษาเรื่องความงาม” Aesthete ผู้ที่ชอบความงาม Aesthetic เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความงาม Aesthetics สุนทรียศาสตร์, สุนทรียภาพ Aesthetician นักสุนทรีย์ Aestheticism ลัทธิสุนทรียนิยม Aesthesia ความรู้สึก

สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง

Aesthetics (also spelled æsthetics or esthetics) is a branch of philosophy dealing with the nature of beauty, art, and taste, and with the creation and appreciation of beauty. It is more scientifically defined as the study of sensory or sensori-emotional values, sometimes called judgments of sentiment and taste. More broadly, scholars in the field define aesthetics as "critical reflection on art, culture and nature." Aesthetics is a subdiscipline of axiology, a branch of philosophy, and is closely associated with the philosophy of art. Aesthetics studies new ways of seeing and of perceiving the world.

มายาการ และ ความจริง (ILLUSION / REALITY)

Thursday, February 12, 2015

- ศิลปะและฟิสิกส์ คู่ที่แปลกหน้าต่อกัน -

ศิลปะและฟิสิกส์คือคู่ที่ค่อนข้างจะแปลกหน้าต่อกัน ในสาขาวิชาต่างๆ มากมายของมนุษย์นั้น สามารถจะแบ่งเป็นเพียงสองวิชานี้ได้ไหม ที่ดูเหมือนจะเบนออกจากกันอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือศิลปินใช้จินตนาภาพและวิธีการอุปมาอุปมัย, ส่วนนักฟิสิกส์ใช้ตัวเลขและสมการ

ศิลปะตีวงอยู่รอบๆ อาณาเขตแห่งจินตนาการของคุณภาพเชิงสุนทรีย์ เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่ดึงออกมา, ส่วนฟิสิกส์ดำรงอยู่ในโลกของความสัมพันธ์ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ที่โอบล้อมเป็นละลอกท่ามกลางคุณสมบัติต่างๆ ฟิสิกส์เป็นวิทยาศาสตร์ที่แน่นอน มีความน่าเชื่อถือ. โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ให้การสนับสนุนแต่ละกลุ่ม(ศิลปะและฟิสิกส์) ค่อนข้างมีทัศนคติที่ตายตัวและมีความเห็นตรงข้ามกันคนละขั้วเลยทีเดียว

ในมหาวิทยาลัย นักศึกษาศิลปะซึ่งมีความรู้และความคิดก้าวหน้า โดยปกติ พวกเขาจะไม่ผสมปนเปกับคู่เหมือนของเขาในวิชาฟิสิกส์, ด้วยการเทียบเคียงกันโดยบังเอิญ (ศิลปะและฟิสิกส์ให้ความสนใจในเรื่องแสง สี รูปทรง และอื่นๆ คล้ายกัน) แต่อย่างไรก็ ตามความรู้ทั้งสองสาขานี้ในเชิงการศึกษา ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างร่วมกันน้อยมาก. มีไม่มากนัก หากจะมีการอ้างอิงบ้างในเชิงศิลปะกับตำรามาตรฐานบางเล่มของวิชาฟิสิกส์ ส่วนนักประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งหลายก็แทบจะไม่เคยตีความผลงานของศิลปินคนหนึ่งคนใดที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องแสง ในแนวทางความคิดที่อยู่ในกรอบโครงของวิชาฟิสิกส์เลย

แม้ว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่ปรากฏออกมานั้นจะดูเหมือนว่ามีความแตกต่างกันจนไม่อาจปรองดองกันได้ แต่ก็ยังมีลักษณะเบื้องต้นบางอย่างที่เกี่ยวโยงกันอย่างเป็นรูปธรรมในสาขาวิชาเหล่านี้. ศิลปะในเชิงปฏิวัติ (Revolutionary art ) และฟิสิกส์เกี่ยวกับภาพทางสายตา (visionary physics) ทั้งสองวิชานี้เป็นเรื่องของการสืบสวนเข้าไปหาธรรมชาติของความเป็นจริงด้วยกันทั้งคู่

Roy Lihtenstein, ศิลปิน Pop art ของทศวรรษ 1960 เคยประกาศเอาไว้ว่า “การรวมเอาความรับรู้ คือสิ่งที่ศิลปะไปเกี่ยวข้องทั้งหมด, ส่วน Sir lssac Newton อาจจะพูดขึ้นมาในทำนองนี้เช่นเดียวกันเกี่ยวกับฟิสิกส์ พวกเขาได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับรู้ที่เป็นองค์ระบบด้วยเหมือนกัน ในขณะที่ระเบียบวิธีของทั้งสองศาสตร์นั้นแตกต่างกันอย่างถึงรากทีเดียว. ศิลปินและนักฟิสิกส์ต่างก็มีส่วนในความปรารถนาที่จะค้นหาหนทางที่เป็นชิ้นส่วนซึ่งประสานกันอย่างแนบแน่นของความจริง อันนี้คือพื้นฐานที่มีอยู่ร่วมกัน ซึ่งทำให้ศาสตร์ทั้งสองมาบรรจบกัน

Paul Gauguin เคยพูดเอาไว้ครั้งหนึ่งว่า “ศิลปินนั้น มีอยู่เพียงสองประเภทเท่านั้น กล่าวคือ ประเภทแรกเป็นพวกที่ชอบปฏิวัติ และประเภทที่สองเป็นพวกที่ชอบคัดลอกผลงานของคนอื่นมาเป็นของตน(plagiarists)” ศิลปะประเภทที่จะนำมาพูดคุยในบทความชิ้นนี้ จัดเป็นพวกปฏิวัติทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะมันเป็นผลงานของคนที่นำเอาความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญมาสู่โลกทรรศน์ของอารยธรรม, และในหนทางที่ขนานกัน แม้ว่าพัฒนาการของฟิสิกส์ บ่อยครั้งมักจะขึ้นอยู่กับการสนับสนุนต่างๆ มากมายของผู้ทำงานที่เป็นคนซึ่งมีความคิดริเริ่มและเป็นผู้ที่อุทิศตนอย่างมาก แต่ก็มีโอกาสอันน้อยนิดเท่านั้นของประวัติศาสตร์ที่นักฟิสิกส์คนหนึ่ง จะมีความเข้าใจที่อยู่เหนือโลกแห่งเหตุผล (transcendent insight) ในฐานะที่เป็น “เพลิงขนาดใหญ่ของความแจ่มแจ้ง” (conflagration of clarity) ซึ่งได้ยอมให้ศิลปินและนักฟิสิกส์บางคนได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนหรือจินตนาการไปถึง และเป็นพวกเขานั่นแหละ – ศิลปินนักปฏิวัติและนักฟิสิกส์ที่เกี่ยวกับภาพทางสายตา – ผู้ซึ่งได้รับการจับคู่กันในหน้าประวัติศาสตร์

นักฟิสิกส์ ก็คล้ายกับนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ คือเริ่มต้นด้วยการแบ่งแยก “ธรรมชาติ” ออกเป็นส่วนๆ ที่แตกต่างของความเป็นจริงมาวางเคียงกันและสังเคราะห์มันเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึงอยู่บนกระบวนการ การทำให้สมบูรณ์ (Completion), ผลงานทั้งหมด นั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าผลบวกของส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน มันค่อนข้างจะเป็นการตัดกันในเรื่องของเทคนิคที่นำมาใช้โดยศาสตร์ทั้งสองนี้ นักเขียนนวนิยาย Vladimir Nabokov (*) เขียนเอาไว้ว่า “มันไม่มีวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากจินตนาการ-ความคิดฝัน และมันไม่มีศิลปะที่ปราศจากความจริง”

(*)Vladimir Vladimirovich Nabokov (April 22 [O.S. April 10] 1899, Saint Petersburg – July 2, 1977, Montreux) was a multilingual Russian-American novelist and short story writer. Nabokov wrote his first nine novels in Russian, then rose to international prominence as a master English prose stylist.

 
 
 

Omm Gallery TV talk show [part 1]


Omm Gallery was established in 9.9.2010

Omm Gallery TV talk show [part 2]

Other Links

Other Links
Thai National Artist สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

The World leader in Art Market information

Omm Gallery TV talk show [part 3]

Hiroshige, 100 Views of Edo

Hiroshige, 100 Views of Edo
Limited Edition Books by Omm Gallery
 
Copyright © Omm Gallery